กันยายน 27, 2021

หุ้นคืออะไร สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มเล่นหุ้น การสร้างรายได้จากการเล่นหุ้น

หุ้นคืออะไรทำไมผู้คนยุคนี้นิยมเล่นและให้ความสนใจหุ้น อย่างมากมาย

หุ้นคืออะไร

หุ้น? เป็นที่อะไรที่ได้รับความนิยมมายาวนานนับเป็นสิบปีมาก่อน ในหลายๆคนนั่นอาจจะยังไม่รู้ว่า หุ้นคืออะไร

สำหรับมือใหม่ที่กำลังมีความคิดที่จะลงทุนเล่นหุ้นนั่นก็คงอยากจะรู้สิ่งที่ควรรู้ศึกษาขั้นแรกเริ่มเลยว่า หุ้นคืออะไร ความหมายของคำว่า หุ้น นั่นที่แท้จริงมันคืออะไร ทำไมผู้คนถึงพูดถึงและนิยมเล่นกันเป็นจำนวนมาก บางคนถึงขั่นเล่นเป็นอาชีพเลยทีเดียว

หุ้นคืออะไร

เราต้องทำความรู้จักก่อนว่า หุ้นคืออะไร

หุ้น เป็นคำพูดที่คนส่วนใหญ่พูดถึงกันอย่างมากมายคุ้นหูกันดีแต่ในหลายๆคนนั่น ยังไม่เข้าใจว่า หุ้นคืออะไร กล่าวหุ้นคือที่เราเข้าใจกันคือ หุ้นคือการลงทุนร่วมกัน  จำพวกห้างหุ้นส่วนจำกัด การลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือจะเรียกง่ายๆ คือการลงทุนต่างๆ ร่วมกันนั่นเอง การทำให้เกิดความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างบริษัท และผู้ถือหุ้นหรือการเป็นเจ้าของร่วมกัน

ตัวเงินของ หุ้นคือ ค่าที่เป็นมูลค่าที่ตราไว้ทั้งหมด ค่าของหุ้นที่จะแสดงออกของการลงทุนคือค่าที่ตราไว้ แต่ที่กล่าวมาจะไม่สะท้อนถึงมูลค่าในตลาดของ หุ้น เป็นเพียงแต่การแสดงให้เห็นมูลค่าของบริษัทเท่านั่น กล่าวง่ายๆ หุ้นคือ การเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนร่วมในการลงทุนร่วมกัน

เมื่อเกิดการลงทุนร่วมกันขึ้นแล้ว หากมีการลงทุนร่วมกันอย่างเท่ากันทุกคนของผู้ถือหุ้น เมื่อได้กำไรก็มีการแบ่งกันอย่างเท่าๆกัน และมีสิทธิ์การออกเสียง ความคิดเห็นต่างๆ เท่าเทียมกัน แต่ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นถือหุ้นไม่เท่ากัน เช่น 70% กับ 30% เมื่อมีการได้กำไรหรือขาดทุนฝ่ายผู้ถือหุ้น 70% มีสิทธิ์มากกว่านั่นเอง เพราะฝ่ายผู้ถือหุ้น 30% ถือหุ้นน้อยกว่า ง่ายๆ คือ การตัดสินใจอะไรก็ตามผู้ถือหุ้นมากกว่าก็จะมีสิทธิ์มากกว่า ผู้ที่ถือหุ้นน้อยกว่าก็จะมีสิทธิ์น้อยกว่านั่นเอง

หุ้น

แล้ว หุ้น ในลาดหลักทรัพย์คืออะไร

เมื่อผู้ร่วมลงทุน เห็นถึงช่องทางที่เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ ให้มีความทั่วถึงและครอบคลุมอย่างแพร่หลายมากขึ้นในประเทศตามจังหวัดต่างๆ รวมไปถึงต่างประเทศ ซึ่งต่างประเทศนั่นมีจำนวนประชากรจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งการตลาดที่มีขนาดใหญ่ จึงต้องมีการใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก หากจะต้องกู้จากสถาบันทางการเงินอย่างธนาคาร แน่นอนว่าต้องมีการคิดดอกเบี้ยที่สูงพอสมควร เพราะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากพอสมควร แถมยังมีความเสี่ยง

บริษัทจึงมีการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เมื่อมีการจดทะเบียนแล้ว การจดทะเบียนกล่าวง่ายๆ เหมือนการหาเพื่อนมาลงทุนเป็นหุ้นส่วน บริหารธุรกิจไปด้วยกัน เปรียบเหมือนการระดมทุนในตลาดหุ้น เพื่อมาต่อยอดขยายธุรกิจร่วมกัน เป็นต้น

ฉะนั่นการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น นับเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตจากการร่วมหุ้นกันหลายๆ ฝ่ายของหุ้นส่วน ทำให้มีเงินก้อนในการที่จะนำไปขยายธุรกิจให้ใหญ่โตมากขึ้น

เดิมก่อนที่การที่จะมีการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น จะมีหุ้นรวมกันทั้งหมด 100%  แต่เมื่อมีการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นอธิบายง่ายๆ คือเมื่อเจ้าของธุรกิจบริษัทมีการลงขายหุ้นในตลาดหุ้นเพื่อหาผู้ร่วมลงทุนเพิ่มมากขึ้นความเป็นเจ้าของธุรกิจก็จะมีความลดลงไปด้วยตามที่มีการขายออกไปนั่นเอง

เช่น เดิมอาจมีการร่วมหุ้นกันอยู่แล้ว 50% / 50% รวมเป็น 100% แล้วได้มีการขายออกไปเพื่อระดมเงินทุนบ้าง สมมุติว่าขายได้ 50 % หุ้นเดิม 2 หุ้นก็จะเหลือ 50% จากเดิม100% ความเป็นเจ้าของก็ลดลงไปด้วยคือจะเป็นทั้งหมด 4หุ้น เท่ากับจะได้หุ้นคนละ 25% ทั้งหมด 4 หุ้นรวมเป็น 100% เดิม 2 หุ้นดูแลคนละ 50% เพิ่มเป็น 4หุ้น ความเป็นเจ้าของเราจึงมีการลดลงไปด้วย เป็นเรื่องดีที่ได้เงินเพิ่มเพื่อมาขยายหุ้นให้เติบโต แต่ความเป็นเจ้าของของธุรกิจก็มีความลดลงไปด้วยให้ผู้ที่ซื้อหุ้นได้มีส่วนร่วมนั่นเอง

ความเป็นเจ้าของหุ้น ที่ลดลง เราจะมาอธิบายถึงการเป็นเจ้าของที่ลดลงหลังจากการขายหุ้นไปในตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนที่มาซื้อหุ้นเราจากที่ขายในตลาดหุ้น เดิมจากที่มีผู้ถือหุ้นอยู่ 2 คน 100% ดูแลคนละ 50% แล้วหลังจากการที่ขายหุ้นออกไปได้อีก 2หุ้น 50 % หุ้นละ 25% รวมเป็นทั้งหมด 4หุ้น 100% แล้วการแบ่งกำไร

สมมุติว่าธุรกิจมีการทำกำไรได้ 400 หากเป็นก่อนที่จะขายหุ้นเดิม 50%/50% ก็จะแบ่งกันตาม % ได้คนละ 200 บาท แต่เมื่อเราขายหุ้นออกไปแล้วมีผู้ซื้อหุ้นเราเพื่อร่วมธุรกิจ เป็น 4 คน ตกคนละ 25% เท่ากับจะได้กำไรเพียงคนละ 100 บาท เท่านั่น เพราะเมื่อมีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นแล้วต้องมีการแบ่งกำไรให้เท่าๆกัน ตาม % ที่ผู้ถือหุ้นได้ซื้อร่วมไว้นั่นเอง

 

หุ้น

 

ทำไมราคา หุ้น ในตลาดหุ้นถึงมีการขึ้นๆลงๆอยู่ตลอดเวลา เกิดจากอะไร

ที่หลายคนเห็นว่าราคาหุ้น ที่มีการขึ้นๆลงๆ ผ่านหน้าจออยู่ตลอด นั่นมาจากหุ้นที่เราได้ขายออกไปในตลาดหุ้น และจะถูกผู้ซื้อขายคนอื่นรายย่อย มาทำการซื้อขายกันเกิดขึ้นในตลาดหุ้นนั่นเอง โดยจะมีราคาที่แตกต่างและมีธุรกิจหุ้นที่มากมาย อยู่ที่ผู้ซื้อขายรายย่อยจะมองว่าหุ้นธุรกิจใดจะมีการเติบโต มากหรือน้อย

ยกตัวอย่างเช่น

A นั่นมองว่าหุ้น 1 น่าสนใจและยอมซื้อหุ้นนี้ 5% ในราคาเพียง 5 บาท ตกแล้วหุ้น 1% มีราคาเท่ากับ 1 บาทเท่านั่น

B มองว่าธุรกิจหุ้น 2 กำลังไปได้สวยในปัจจุบันซื้อหุ้นนี้ 5% ในราคา 25 บาท ตก 1% เท่ากับหุ้นละ 5 บาทมีราคาที่สูงกว่าที่ A ซื้อ เพราะ B มองว่าธุรกิจหุ้นนี้กำลังไปได้สวยช่วงนี้

C นั่นมองถึงอนาคตและคิดคาดเดาว่าธุรกิจ 3 จะไปได้สวยแต่หุ้น 5% ในราคา 50 บาทตก 1% เท่ากับ 10 บาท มีราคาสูงกว่ามากกว่าหุ้น 1และ2 เนื่องจากผู้ซื้อขายในตลาดหุ้นส่วนมากสนใจและมองเห็นอนาคต ว่าธุรกิจนี้จะไปได้สวย จึงเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อขายรายย่อยในตลาดหุ้นทำให้หุ้น 3 มีราคาที่สูงมากกว่าหุ้นอื่นที่กล่าวมา

หุ้นคือ

และนี้ก็เป็นที่มาของ หุ้น ที่มีราคาไม่คงที่ ขึ้นๆลงๆ ตลอดเวลา โดยจะตัดสินได้จากภาพรวมในตลาดหุ้นและการคิดวิเคราะห์ของนักธุรกิจนั่นๆคิดว่าไปได้สวยมากน้อยเพียงใด ยิ่งผู้ซื้อขายมีความคิดเห็นตรงกัน คิดว่าธุรกิจนี้สวยและอาจจะไปได้สวยยิ่งขึ้นในอนาคตจึงเป็นที่ต้องการของนักธุรกิจจำนวนมาก หุ้นนั่นๆ ก็จะมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน หากหุ้นไหนกำลังสวยไปได้ดีเรื่อยๆในปัจจุบัน ราคาก็อาจจะไม่ต่ำไม่สูงแต่จะมีความคงที่ระดับกลางๆเกือบสูงนั่นเอง

แต่ในส่วนของหุ้นที่เราเรียกกันว่าวันนี้หุ้นตกนั่นคือหุ้นนั่นอาจมีความต้องการทางการตลาดหุ้นลดลงแล้วธุรกิจมองดูแล้วไปได้ไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ โดยมากหุ้นที่มีราคาสูงนักซื้อขายนั่นมองถึงอนาคตด้วยนั่นเอง ทั้งนี้การเล่นหุ้นจะไปได้ดีหรือไม่ดี นั่นก็ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อขายคิดวิเคราะห์และประเมินคาดเดาเอาเองด้วยจากการศึกษาปัจจัยต่างๆในตลาดซื้อขายหุ้นนั่นเอง

ทั้งนี้การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินก่อนการลงทุน

ติดตามข่าวสารบทความดีๆจาก เว็บไซต์ : GOFX.CO
หรือทาง Facebook page : GOFX TH

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *