สิงหาคม 12, 2022

ธปท. เปิดใช้ “โกดังเก็บหนี้” ต่อชีพธุรกิจ เปิดทางธนาคารขึ้นดอกเบี้ยอัดสินเชื่อฟื้นฟู

ธปท. รับ Covid-19 ระลอก 2 ทรุดซ้ำธุรกิจ ท่องเที่ยว ที่พัก การบิน รถทัวร์ ร้านอาหาร หนักขึ้น

ธปท,SME,เศรษฐกิจ,โครงการคนละครึ่ง,โครงการเราชนะ,โครงการ ม.33 เรารักกัน,สถานที่ท่องเที่ยว,ร้านอาหาร,โรงแรม,ที่พักแรม,รถโดยสารสาธารณะ,Covid-19,NPL,บสย,

 

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับมาตรการช่วยธุรกิจให้เข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้นปรับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เพิ่มช่องค้ำประกันหนี้


ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. กล่าวว่า ผู้กู้ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามความเสี่ยงและพร้อมชูแนวทางอย่าง “โกดังเก็บหนี้” ให้ธุรกิจ SME ยกสินทรัพย์ค้ำประกันใช้หนี้ไปก่อนแล้วค่อยให้ซื้อคืนทีหลังได้
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย เศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. กล่าวในการแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ ล่าสุด เมื่อเดือน มกราคม 2564 ว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเริ่มเห็นผลกระทบของมาตรการควบคุมการระบาดของ Covid-19 ระลอก 2 เพิ่มมากขึ้น โดยเห็นการบริโภคภาคเอกชน การผลิต และการลงทุนลดลง

แต่ข้อดีคือจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจล่าสุดแบบเร็วๆในเดือน กุมภาพันธ์ ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีเพิ่มขึ้น ซึ่งได้ผลดีมาจากมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ทยอยออกมาช่วยเหลือประชาชนอย่างเช่น โครงการคนละครึ่ง,โครงการเราชนะ,โครงการ ม.33 เรารักกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการแจ้งว่าผลกระทบจาก Covid-19 ระลอก 2 นั้นน้อยกว่าระลอกแรก

ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า Covid-19 ระลอกที่ 2 ซ้ำเติมเศรษฐกิจในบางธุรกิจมากกว่าระลอกแรก ทำให้ภาพรวมการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยล่าช้าไปอีก โดยจากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับมาเท่ากับช่วงก่อน Covid-19 ได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีหน้าจะล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส เป็นไตรมาสที่ 3 ปีหน้า และจากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า สถานที่ท่องเที่ยว,ร้านอาหาร,โรงแรม,ที่พักแรม,รถโดยสารสาธารณะ ยังพบเจอความเดือดร้อนกันอย่างมาก และจะเริ่มฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจอื่นๆ ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในส่วนคอนโดมิเนียมนั้น เน้นขาย ธุรกิจลูกค้าชาวต่างชาติและโรงแรมในจังหวัดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นธุรกิจหลัก

ส่วนภาค สายการบิน,รถทัวร์ท่องเที่ยว จะเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะฟื้นตัวกลับไปเหมือนก่อน Covid-19 ได้ตอนไหน

ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปนี้ ยังมีแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่าง (NPL) ที่จะสูงขึ้นเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือจะหมดในสิ้นปีนี้ รวมทั้งภาคแรงงานที่เปราะบาง โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหลักที่มีรายได้ลดลงอย่างมากและอาจรักษาการจ้างงานไว้ไม่ได้ ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประเมิน “แนวทางคลายข้อจำกัดธุรกิจไทยฝ่าภัยโควิด” โดยมาตรการการคลังที่ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐช่วยเพิ่มซึ่งทางรัฐบาลเองก็กำลังดำเนินการอยู่ คือโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยวเพิ่มเติม และโครงการโคเปย์ จ่ายเงินเดือนคนละครึ่งระหว่างธุรกิจและรัฐบาล

และส่วนของมาตรการทางการเงิน หรือ มาตรการที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการทั้งหลายกำลังหารือกันอยู่เพื่อให้บรรลุเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ตอบโจทย์มากขึ้น ซึ่งมี 2 กรณี

กรณีที่ 1 คือ การปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมสำหรับหนี้เดิม และการให้สินเชื่อใหม่โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือเงินเพื่อฟื้นฟูกิจการของผู้ประกอบการในอนาคต ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย จะหาแนวทางให้ผู้กู้ และผู้ให้กู้ สามารถตกลงกันได้มากขึ้นอย่างเช่น การปรับปรุงแนวทางการค้ำประกันที่เหมาะสมมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของผู้กู้ที่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยที่ผ่านมารัฐบาลช่วยเหลือเรื่องการค้ำประกันหนี้ผ่าน บรรษัทค้ำประกันสินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) รวมทั้งในช่วงต่อไป ผู้กู้อาจจะต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ให้กู้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจในการให้สินเชื่อนั้นเอง

ธนาคารแห่งประเทศไทย จะพิจารณาเรื่องอัตราผลตอบแทนในการให้กู้เพื่อฟื้นฟูกิจการของผู้ประกอบการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนไว้เพิ่มเติมให้เหมาะสม เพราะต้องยอมรับว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และ SME ธุรกิจเหล่านี้มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และการออกไปกู้เงินนอกระบบจะมีต้นทุนที่สูงมากกว่า แต่ก็ต้องเป็นอัตราผลตอบแทนที่ฝั่งผู้กู้สามารถที่จะผ่อนส่งได้ด้วย

ส่วนกรณีที่ 2 นั้น จะปรับเกณฑ์ช่วยเหลือธุรกิจผู้ประกอบการที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในขณะนี้หลักทรัพย์ค้ำประกันดังกล่าวไม่ทำรายได้มากพอที่จะผ่อนส่งหนี้ได้ ก็จะใช้แนวคิด “โกดังเก็บหนี้” หรือ Warehousing เป็นการพักหนี้ให้กับธุรกิจ ซึ้งจะให้ลูกหนี้โอนสินทรัพย์ค้ำประกันตัดหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปก่อน และมีสัญญาที่ลูกหนี้จะซื้อสินทรัพย์คืนได้ในเวลาที่ตกลงกันในราคาที่ไม่สูงเกินจริง

และระหว่างนี้ หากลูกหนี้ยังต้องการใช้สินทรัพย์ดังกล่าวเพื่อทำธุรกิจต่ออย่างเช่น เปิดโรงแรมต่อก็สามารถเช่าโรงแรมจากธนาคารเป็นรายเดือนได้ หรือหากไม่ต้องการทำธุรกิจในช่วงนี้ แต่ให้แบงก์รักษาสินทรัพย์ไว้ก่อนเพื่อซื้อคืนทีหลัง ให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงค่ารักษาสินทรัพย์ที่ลูกหนี้จะต้องจ่ายตามกำหนดเวลา

และกรณีดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ได้พักภาระผ่อนส่งหนี้ได้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยชั่วคราว ซึ่งยังทำธุรกิจต่อไปได้โดยไม่ต้องห่วงว่าจะกลายเป็นหนี้เสีย หรือเสียสินทรัพย์ไปอย่างถาวร ซึ่งการปรับปรุงความช่วยเหลือทั้ง 2 กรณีนั้น ยังอยู่ในระหว่างการปรับเงื่อนไข โดยกรณี Warehousing การคำนวณราคาค่าเช่าและค่าดูแล จะต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพื่อความสบายใจ และเป็นความสมัครใจของลูกหนี้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารบทความดีๆจาก เว็บไซต์ : GOFX.CO
หรือทาง Facebook page : GOFX TH

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *