ตุลาคม 17, 2021

การส่งออกไทย ชี้ ปฏิวัติเมียนมา กระทบทำยอดส่งออกหาย 6-9 หมื่นล้านบาท

การส่งออกไทย นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย เผยว่า

การส่งออกไทย, ปฏิวัติเมียนมา

จากการศึกษา ปฏิวัติเมียนมา มีผลที่ค่อนข้างจะกระทบต่อการลงทุนของไทยและประเทศในอาเซียน


ผลจากการศึกษา ปฏิวัติเมียนมา นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย เผยว่ามีผลกระถึงต่อการค้าการลงทุนทั้งไทยและประเทศในอาเซียน ซึ่งทางศูนย์เองได้คาดการณ์ว่า หากสถาณการณ์การประท้วงนั้นยังคงมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตมีมากขึ้น บวกกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นยังคงอยู่ รวมไปถึงจีดีพี (GDP) ของเมียนมาที่ติดลบสูงถึง 11-20% จะมีผลต่อมูลค่าการส่งออกของไทยไปเมียนมา ที่มูลค่านั้นจะหายไปกว่า 60,670-96,590 ล้านบาท หรือลดลงถึง 51.6-82.2% ซึ่งจะเป็นการลดที่ต่ำที่สุดในประวัติการณ์ และจะยังส่งผลไปถึงมูลค่า การส่งออกไทย โดยภาพรวมในปีนี้ ลดลงได้อีก 0.1-1.3%

ซึ่งน้ำมันสำเร็จรูป, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, ผ้าผืน, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, ผลิตภัณฑ์ยาง, รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ, เภสัชภัณฑ์, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์เซรามิค สินค้าอุตสาหกรรมข้างต้นกว่า 10 รายการนี้มีความเสี่ยงต่อการส่งออกที่จะลดลง รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอีกกว่า 15 รายการที่มีความเสี่ยงที่จะลดลงเช่นกัน ได้แก่ เครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว, น้ำตาลทราย, อาหารสัตว์, น้ำมันพืช, วิทยุ โทรทัศน์, กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง, รองเท้า, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และอาหารสำเร็จรูป และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เป็นต้น

“ถ้าการประท้วงในเมียนมา ยังคงดำเนินแบบนี้ต่อไป ก็จะประทบต่อ การส่งออกไทย ไปเมียนมากว่า 50% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท เพราะสาเหตุจากรายได้ของคนเมียนมาลดลงและหายไปกว่า 80% แสดงว่าคนเมียนมาไม่มีการจับจ่ายใช้สอย ไม่มีอาหารกินกว่า 3.4 ล้านคนจากการประเมินของยูเอ็น (UN) รวมไปถึงในปี 2565 ข้างหน้านี้คงยังมีการประเมินถึงสถาณการณ์อีกว่าคนเมียนมาจะไม่มีอาหารกินเกินครึ่งของประชากรทั้งหมด หรือ 20 กว่าล้านคน จึงส่งผลให้การค้าการลงทุนนั้นลดลงอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ สินค้าไทยยังเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับสินค้าจากประเทศคู่แข่งอีก ถึงแม้ว่าสินค้าไทยเราเองนั้นจะครองแชมป์มาโดยตลอดก็ตาม แต่สัดส่วนลดลงจาก 50% เหลือ 40% โดยสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย เริ่มที่จะเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้ทางภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องเร่งปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้


ติดตามข่าวสารบทความดีๆจาก เว็บไซต์ : GOFX.CO
หรือทาง Facebook page : GOFX TH

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *